โรคใบหงิกเหลืองในพริกถือเป็นโรคยอดนิยมที่เหล่าบรรดาเกษตรกรมักพบเจอ แต่หากใครเพิ่งเริ่มปลูกพริกหรือกำลังศึกษาข้อมูลอยู่ เราจะพาไปดูว่าโรคใบหงิกเหลืองในพริกมีสาเหตุมาจากอะไร อาการเป็นยังไง และสามารถป้องกันได้อย่างไร
โรคใบหงิกเหลืองในพริกมีสาเหตุจากอะไร
สาเหตุหลัก ๆ ของการเกิดโรค คือ เกิดจากการติดเชื้อไวรัส PeYLCV Pepper Yellow Leaf Curl Virus พริกที่พบบ่อยว่าเป็นโรคใบหงิกเหลือง ได้แก่ พริกหนุ่ม พริกเดือยไก่ และพริกขี้หนู โดยมีอาการ ดังนี้
- ใบด่างเหลือง โปร่งแสง ระหว่างเส้นใบหรือเส้นใบเหลืองเป็นร่างแห
- บริเวณโคนใบและใบโค้งงอ บิดเบี้ยว ย่น ยอดเป็นกระจุก
- ต้นแคระแก่น
แนวทางการป้องกัน
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด คือ การเสริมความแข็งแรงให้แก่พลิก โดยมีขั้นตอน ดังนี้
1. ก่อนปลูกและหลังเก็บผลผลิตควรปรับสภาพดินให้เหมาะสม
หรือเอื้อต่อการเจริญเติบโตพร้อมทั้งใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกก่อนทำการไถกลบในอัตราส่วน 1 – 3 ตันต่อไร่
2. เว้นระยะเว้นระยะแถวและต้นอย่างเหมาะสม
เพื่อให้มีการระบายอากาศและแดดสามารถ2 ถุงพื้นดิน ได้
3. มีการระบายน้ำออกทันทีเมื่อพบว่ามีน้ำท่วมขัง
4. พ่นน้ำปูนใสในแปลงกล้าก่อนย้ายปลูก 2 – 3 ครั้งทุก 2 – 3 วัน
ทุก 7 วันควรมีน้ำปูนใสในถุงปลูกตามสายน้ำหยดแทนการให้น้ำจนกว่าจะเริ่มเก็บผลผลิตได้ วิธีเตรียมน้ำปูนใสใช้ปูนขาว 1 กิโลกรัมผสมน้ำอัตราส่วน 60 ลิตรทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อให้ปูนตกตะกอนและได้น้ำปูนใสสำหรับนำไปใช้ในการพ่น
วิธีป้องกันและกำจัดโรคใบหงิกเหลือง
สำหรับวิธีการรับมือกับโรคใบหงิกเหลืองหลัก ๆ ประกอบไปด้วย
- หลีกเลี่ยงการปลูกพริกพันธุ์ที่เสี่ยงต่อการเกิดโรค เช่น พริกหนุ่มและพริกเดือยไก่ และเลือกสายพันธุ์ที่มีความต้านทานแทน
- หมั่นตรวจสอบตรวจสอบแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ หากพบว่ามีสัญญาณของการเกิดโรคให้รีบทำการถอนหรือกำจัดต้นนั้น ๆ ทันที เพื่อป้องกันการลุกลาม
- หมั่นกำจัดวัชพืชอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง เพื่อป้องกันไม่ให้กลายเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ของแมลง พาหะนำโรค
- ควบคุมด้วยสารสกัดสมุนไพร หรือสารเคมีที่มีส่วนช่วยในการหยุดการระบาดของแมลง พาหะ หรือเชื้อไวรัส
- ใช้แผ่นพลาสติกสีเงินคลุมแปลงเพื่อไล่แมลง
สรุปได้ว่าโรคใบหงิกเหลืองในพริกเกิดจากเชื้อไวรัสที่มีชื่อว่า PeYLCV Pepper Yellow Leaf Curl Virus ส่งผลให้ส่วนต่าง ๆ ของพริกได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นใบหงิกงอหรือลำต้นแก่น ซึ่งทำอันตราย คือ เมื่อมีต้นใดต้นหนึ่งเกิดโรคนี้แล้วจะเสี่ยงทำให้ต้นอื่น ๆ เป็นตามไปด้วย ดังนั้นเกษตรกรจึงจำเป็นต้องมองหาวิธีการป้องกันและรับมืออย่างเหมาะสม เพื่อไม่ให้กลายเป็นสาเหตุทำลายผลผลิต
